บ้าน

posted on 09 Nov 2009 21:20 by rm1310  in Life

มีบ้านหลังเดียวมาตั้งแต่เกิด เกิดมาแรกๆ ตอนยังเป็นเด็กๆ ก็กลับบ้านทุกวัน นอนบ้านทุกคืน โตๆ ขึ้นมาหน่อยก็เริ่มมีไม่กลับบ้าง ไปค้างบ้านเพื่อน หอเพื่อนบ้าง ไปเตร็ดเตร่บ้าง พอถึงช่วงเรียนเตรียมฯ ก็กลับบ้านน้อยครั้งลงทุกที กลับไปเปลี่ยนชุดนักเรียนตัวใหม่หลังจากที่ใส่ตัวเดิมติดต่อกันมาหลายวันแล้ว ใฝ่ฝันอยากอยู่หอ อยากใช้ชีวิตของตัวเอง อยากมีอิสระ ทำอะไรทุกอย่างเอง ออกแบบและรับผิดชอบชีวิตตัวเอง หวังมาสองปี ม.สี่ ม.ห้า สุดท้าย ม.หก ก็ได้ฤกษ์บอกข้ออ้างที่เก็บมานานกับพ่อแม่ ว่าเดินทางไกลเป็นอุปสรรคต่อการอ่านหนังสือเตรียมสอบเอ็นฯ แล้วก็ไม่พลาด ได้อยู่หอสมใจอยาก

ชั้น 13 ห้อง 1310 ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม พื้นไม้ปาเก้ ตู้ โต๊ะ เตียง เป็นไม้หมด ดูแล้วมีอายุ ระเบียงมองออกไปเห็นสีลม สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงอยู่ไกลลิบๆ ตอนดึกๆ ถ้าแง้มประตูไว้ลมจะโกรกเย็นสบาย แบบที่เป็นใครก็คงอยากจะผ่านช่วงเวลากลางคืนแบบนั้น จนกว่าความง่วงจะบังคับให้หลับตานอน ไม่รู้ว่ามันมีความโรแมนติกขนาดนั้นจริงๆ หรือเป็นเพราะความลำเอียงที่ผมหลงรักมัน ผมพูดได้เต็มปากว่าผมรักห้อง 1310 มาก ห้าปีที่อยู่ที่นั่น ม.หกที่เตรียมฯ และสี่ปีที่จุฬาฯ ผมได้ทำในสิ่งที่ผมตั้งตารอจริงๆ ผมมีอิสระมาก และผมก็ใช้ความอิสระนั้นไปกับความสนุกสนานและความรับผิดชอบอย่างพอๆ กัน ห้าปีที่ 1310 เป็นอะไรที่มีความหมายต่อผมมาก ผมเรียนรู้ แสวงหาตัวเอง เจอบ้างไม่เจอบ้าง แต่มันคือการเติบโต มันคือการก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างของตัวเรา เลยรู้สึกผูกพันกับห้อง 1310 มาก ช่วงนั้นเรียกมันว่าบ้าน และรู้สึกว่ามันเป็นบ้านของผมจริงๆ ส่วนบ้านจริงๆ ที่อยู่ตั้งแต่เกิด ผมละเลยและลืมมัน ไม่มีความรู้สึกอยากกลับไป

จนเรียนจบ ผมต้องย้ายออก แม้จะรู้ตัวมานาน มีเวลาทำใจมานาน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็รู้สึกเคว้งอย่างบอกไม่ถูก ตอนเก็บทรัพย์สมบัติที่สะสมมาห้าปีใส่กล่องเตรียมขนออกนี่ใช้เวลาอยู่หลายวัน เพราะมักจะไปเจออะไรต่อมิอะไรที่เราหลงลืมมันไปแล้ว เจอทีก็นั่งระลึกความหลังที ยิ้มบ้างเศร้าบ้าง โยนทิ้งบ้าง เก็บไว้ดูต่อบ้าง เก็บไว้แต่ไม่อยากเอามาดูอีกก็มี หนึ่งวันหลังจากที่ย้ายของออกหมดแล้ว ผมมาที่ห้อง 1310 อีกครั้ง ตั้งใจไว้แล้วว่าจะกลับมาดูมันเป็นครั้งสุดท้าย ห้องโล่งเหมือนกับตอนวันแรกที่ย้ายเข้า ทุกอย่างดูเหมือนเดิม แต่ตัวเองตอนวันที่ย้ายเข้า กับตัวเองในวันนั้นที่ย้ายออก ดูจะเป็นคนละคนกัน ชวนให้นึกสงสัยว่า ถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้ห้าปีจนมันโต แล้วขุดย้ายมันไปอยู่ที่อื่น ต้นไม้มันจะรู้สึกเหมือนกับที่ผมรู้สึกวันนั้นไหม

กลับไปอยู่บ้าน แต่ใจไม่รู้สึกว่ามันเป็นบ้าน เอาไว้เก็บของเฉยๆ ไปทำงานต่างจังหวัด ช่วงหยุดทีนึงบางทีก็ไม่กลับบ้าน ไปตะลอนเที่ยวไปนู่นนี่ กลับบ้านทีก็เพราะมาเก็บของกับมาเอาของ คนในครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อยู่ใหม่ได้หลายปีแล้ว แต่ให้ผมเลือกระหว่างที่อยู่ใหม่กับบ้านหลังเก่า ผมเลือกบ้านหลังเก่า เพราะอย่างน้อยผมรู้สึกผูกพันกับมันมากกว่า จริงอยู่ผมอยากอยู่ 1310 มากกว่า แต่อยู่บ้านก็ไม่ได้แย่อะไรนัก แต่ถ้าให้ไปอยู่ที่อยู่ใหม่ มันออกจะฝืนใจเกินไปสักหน่อย

พอลาออกจากงาน เลยทำให้ได้อยู่บ้านมากขึ้นแม้จะยังหาโอกาสไปนู่นไปนี่อยู่ไม่ขาด คงเป็นช่วงนั้นที่ผมเริ่มรู้สึกผูกพันกับบ้านหลังเดิม หลังแรก และหลังเดียว เนื่องจากคนอื่นย้ายไปอยู่ที่ใหม่กันหมดแล้ว มีแต่ผมที่ยังคงจะปักหลักอยู่ที่เดิม ผมเลยอยู่คนเดียว แต่ก็ดีแล้ว ชินและชอบแล้ว

หกเดือนที่เว้นว่างจากการทำงาน ผมเคว้ง และจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะถูก ไม่รู้ว่าจะเอายังไงดี หาตัวเองไม่เจอเลยตะลอนออกไปดูชีวิตคนอื่น ด้วยหวังว่าจะค้นพบอะไรบ้าง มันเลยเป็นช่วงเวลาที่ได้ขบคิด ได้คุยกับตัวเองเยอะ ผมรู้สึกว่าผมโตขึ้นอีก ตัวตนที่เคยรู้สึกว่าถูกก่อร่างสร้างขึ้นจาก 1310 ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอีก สารภาพว่าตอนออกจาก 1310 ใหม่ๆ มีความเชื่อว่าผมได้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเติบโตและเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ในชีวิตไปแล้ว คือคิดว่าคงจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากนั้นมากเท่าไหร่ และโดยที่ไม่รู้ตัว ผมรู้สึกผูกพันกับบ้านอีกครั้ง

จนมาทำงานที่สิงคโปร์ อยู่ๆ ไปซักพักมันเริ่มมีความรู้สึกคิดถึงบ้าน เป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่แรกๆ ไม่ค่อยอยากจะยอมรับ รู้สึกอายตัวเอง เพราะไม่เคยรู้สึกคิดถึงบ้าน ไม่เคยรู้สึกอยากอยู่บ้าน เคยแต่อยู่บ้านเพราะไม่มีที่ไป อย่างไรก็ตามการมาทำงานที่สิงคโปร์นี่ทำให้ผมเรียนรู้อะไรขึ้นอีกเยอะ อาจเป็นเพราะอยู่ๆ ก็มีใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนคนเดียวส่วนนึง และก็อาจเป็นเพราะลักษณะงานที่มาทำ ที่ทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันว่า ทนทำทำไม ออกจากงานเก่าทำไม ฯลฯ เอาเถอะ ผมมีฝันของผม และผมเชื่อของผมอย่างนี้ แม้จะยังมองไม่เห็น เหมือนหมาที่เชื่อและเดินตามกลิ่น แม้จะยังไม่เห็นเป้าหมาย ผมรู้สึกได้จริงๆ ว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว เปลี่ยนบ่อยจนไม่กล้าจะคาดเดาแล้วว่าต่อไปจะเปลี่ยนยังไงอีก

อ่ะนอกเรื่อง จะคุยเรื่องบ้าน

พ่อกับแม่บอกมานานแล้วว่าจะขายบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ รู้สึกเสมอว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว กลับบ้านไปครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกันยาฯ ก็ยังไม่มีวี่แวว ต้นปีหน้ากลับไปใหม่ก็คงยังอยู่อย่างเดิม อยากอยู่ อยากนอนเล่นมองเพดาน ให้ความคิดในปัจจุบันมันซึมไปกับความหลังครั้งเยาว์วัยเสียหน่อย

ปรากฎว่าเค้าขายบ้านไปแล้ววันนี้

มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ระหว่างการมีบ้านแต่ไม่เคยกลับบ้าน กับการไม่มีบ้านให้กลับ เวลาต้องกรอกที่อยู่ ยังอยากกรอกที่อยู่เดิมอยู่เลย จากนี้ไปคงต้องจำที่อยู่ใหม่ คิดเล่นๆ ว่า ไม่กรอกได้ไหม หรือกรอกว่า "ไม่มี" "ยังไม่มี" "ไม่บอก" ไรงี้ได้รึเปล่า

ตอนนี้รู้สึกเคว้งมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีที่ไหนที่เรารู้สึกว่าเป็นบ้านอีกที

ฝนห่าใหญ่ในทะเล

posted on 30 Oct 2009 20:56 by rm1310  in Misc

มองออกไปผ่านประตูเหล็กบานนั้น ปรากฎเป็นภาพสีเทาของสายห่าฝนที่โปรยกระหน่ำ เขาอยู่ในเรือลำใหญ่ และเรือลำใหญ่กำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทร มหาสมุทรที่ใหญ่พอจะทำให้ภาพที่ปรากฎอยู่รอบด้านเหลือเพียงแต่เส้นขอบฟ้า เส้นที่ผืนฟ้าจรดกับผืนทะเล

เขาจากผืนแผ่นดินมานานกว่าหนึ่งปี ยังไม่มีความคิดที่จะหวนกลับไป ครั้นเรือใหญ่เทียบท่าครั้งใด เมื่อเขามองออกไปยังแผ่นดินเบื้องหน้า ภาพความหลังจะหวนกลับมาทุกครั้ง เขาเกลียดช่วงเวลาที่เรือไม่ได้แล่นอยู่ในทะเล แม้จะเบื่อหน่ายภาพเส้นขอบฟ้าที่ไม่เคยคดเคยงอ แต่นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในสำหรับเขา

หากเราลบความทรงจำอันแสนเศร้าไม่ได้ จงหลีกหนีถอยห่างออกมาให้ไกลที่สุด

ฝนห่าใหญ่ยังไม่มีทีท่าจะอ่อนแรงลง เช่นเดียวกับตัวเขาที่ยังไม่มีทีท่าจะละสายตาออกจากภาพสีเทาเบื้องหน้า ห่าฝนทำให้ภาพเส้นขอบฟ้าที่น่าเบื่อจืดจางลงไป ห่าฝนช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าระหว่างตัวเขากับเส้นตรงที่ปลายฟ้า ห่าฝนทำให้จิตใจของเขาชื่นฉ่ำขึ้นมาได้บ้าง

หากทะเลทำให้เรานึกถึงอดีต ห่าฝนในทะเลจะทำให้สมองเราว่างเปล่าไปชั่วขณะ

บางเวลาเขาจะออกไปยืนท่ามกลางสายฝน มองเม็ดฝนพุ่งเข้าชนผืนน้ำทะเล น้ำจืดถูกละลายหายไปในน้ำเค็ม เพียงเสี้ยววินาทีมันได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่ง ความกว้างใหญ่ของมหาสมุทรได้ดูดกลืนเม็ดฝนแต่ละเม็ดอย่างไม่รั้งรอ ราวกับว่าเม็ดฝนเหล่านั้นไม่เคยมีตัวตน

หากจะร้องไห้แต่ไม่อยากจดจำ จงออกไปยืนท่ามกลางสายฝน เพราะน้ำตาจะถูกดูดกลืน ราวกับว่ามันไม่เคยมีตัวตน

อินทิราพยาบาล

posted on 21 Oct 2009 21:17 by rm1310  in Misc

ก็คงเป็นเหมือนกับมหานครที่อื่นๆ ภาพรถติด ภาพคนทำงานคิ้วขมวด ภาพคู่รักขมวดคิ้ว ฯลฯ หรือความเร่งรีบมันได้บ่มเพาะและสร้างสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวมันให้ออกมาคล้ายๆ กัน ไม่ว่าความเร่งรีบนั้นจะอยู่ที่มุมไหนของโลก

ที่มุมนึงของโลก - กรุงเทพมหานคร, ที่มุมนึงของกรุงเทพฯ - อพาร์ทเม้นท์หรูสูงเสียดฟ้า, และที่มุมนึงของมัน - อินทิรากำลังนั่งอยู่ที่มุมห้อง ร่างเปลือยเปล่า ที่พื้นมีชุดพยาบาลขาดวิ่น เกลื่อนกลาด กระจัดกระจาย

เมื่อสิบห้านาทีที่แล้ว ชายร่างอ้วนผู้มีอายุรุ่นราวพ่อได้เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้อินทิรานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ที่มุมห้อง ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครได้ยิน

สองชั่วโมงที่แล้ว ชายร่างอ้วนใช้กุญแจไขเข้าห้องมาโดยไม่ได้เคาะประตู เค้าอ้างว่าเค้าไม่จำเป็นต้องเคาะประตู เพราะนี่คือห้องของเขา และเธอ-อินทิรา-ก็เป็นของเขา เขาซื้อห้องนี้มา เฉกเช่นเดียวกับที่ซื้ออินทิรา ต่างกันก็ตรงที่ ห้องถูกซื้อมาด้วยราคาแสนแพง ส่วนอินทิรามีค่าตัวที่แสนถูก

แต่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครได้ยิน มันเป็นปกติของมหานคร ไม่ว่ามหานครนั้นจะอยู่มุมไหนของโลก

สามชั่วโมงที่แล้ว ชายร่างอ้วนโทรศัพท์มาหาอินทิรา บอกว่าไม่สบาย ให้อินทิราแต่งชุดพยาบาลรอไว้ ชายร่างอ้วนหัวเราะคิ๊กคัก และตัดสายไป

"โอ่ ลั้นลา ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงดังมาจากประตูห้อง ขณะอินทิรากำลังอาบน้ำอยู่ ชายร่างอ้วนผิดหวังเล็กน้อยเมื่อค้นพบว่าอินทิราไม่ได้อยู่ในชุดพยาบาลรออยู่ แต่ภาพเรือนร่างสาววัยสะพรั่งของเทอผ่านกระจกมัวของห้องน้ำที่ไม่มีประตูก็ช่วยทำให้ชายร่างอ้วนเบิกบานขึ้นมาได้บ้าง

เขาบรรจงแต่งตัวให้อินทิราในชุดพยาบาลอย่างเชื่องช้า นั่งมองเธอแต่งหน้าทาปาก มองเทอดึงถุงน่องขึ้นจากปลายเท้าถึงโคนขา

ก่อนที่จะฉีกมันขาดวิ่น เกลื่อนกลาด กระจัดกระจาย

ห้านาทีที่แล้ว อินทิราลุกจากมุมห้อง เสียงสะอื้นได้หยุดลงแล้ว มีเพียงคราบน้ำตาที่ยังไม่ทันแห้งเกาะอยู่บนหน้า นัยน์ตาของเธอดูนิ่ง และแตกต่างจากทุกๆ วัน เธอเดินตัวเปล่าเปลือยมาที่ระเบียง ระเบียงที่อยู่สูงเสียดฟ้า มองเห็นภาพโทนเดิมๆ ของมหานครเบื้องล่าง

อินทิราขึ้นไปยืนบนขอบระเบียง ลมแรงกลับทำให้ใจสงบ และค่อยๆ หลับตาลง

The Curious Case Of Benjamin Button

posted on 16 Oct 2009 23:57 by rm1310  in Films

I watched The Curious Case Of Benjamin Button for the second time last week even though I had watched it the first time not so long ago. What I like about this movie isn't the love story part. Instead, I like the adventure part. I like it so much that I wanted to watch it again.

Born under unusual circumstances, yet he remains optimistic to and curious about the world. People see him different. He sees things differently as he ages awkwardly backwards. Blah blah blah synopsis.

Optimism, curiosity, and freedom. I am fond of and always admire the adventurous life like that. It seems to me that every bit of his life is full of exciting events all the time. And the way he reacts to those circumstances is so open-minded and energetic. He's optimistic with everything, always curious about this and that, and above all he always has ultimate freedom to do whatever he wants. He opens the door so wide, and strange things just keep coming in.

I enjoyed watching it a lot. It made me smile. Blah blah blah.

Highly recommended.

PS. Favorite quotes :

"You never know what's coming for you."

"You can be as mad as a mad dog at the way things went. You could swear, curse the fates, but when it comes to the end, you have to let go."

"It's a funny thing about coming home. It looks the same, smells the same, feels the same. You'll realize what's changed is you."

"I want to remember us just as we are now."

TRY

posted on 16 Oct 2009 22:31 by rm1310  in Books

ไม่ได้รู้จักชื่อ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ จาก a day คือรู้จัก a day แต่ยังไม่รู้จักชื่อ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ มารู้จักชื่อนี้ได้เพราะไปอ่านหนังสือ Bearwish แล้วถูกอกถูกใจจนจำชื่อคนเขียนไว้แม่น ได้อ่าน Bearwish เพราะมีคนให้มาในวันรับปริญญา หลังจากนั้นก็หาเล่มอื่นที่มีชื่อคนเขียนเดียวกันมาอ่าน และ TRY คือเล่มล่าสุด

ชวนให้นึกถึงหนังสือ how-to ที่วางเบียดเสียดเต็มชั้นในร้านหนังสือ เคยอ่านอยู่บ้างเหมือนกัน จำได้ว่าเนื้อความในนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะรู้ๆ กันอยู่แล้ว มีเรื่องให้เรียนรู้ใหม่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากเมื่อเทียบกับความหนาของหนังสือ พูดง่ายๆ ว่ามันมีส่วนของเนื้อกับน้ำ เนื้อน้อย น้ำเยอะ แต่จริงๆ ก็คิดว่าส่วนน้ำนี่แหละที่ต้องทุ่มเทความสำคัญและใส่คุณค่าลงไป เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว หนังสือพวก how-to ส่วนใหญ่ หน้าที่ของมันไม่ค่อยจะได้สอนว่าทำอะไร ยังไง สักเท่าไหร่ อ่านๆ ดูแล้วรู้สึกว่ามันพยายามจะดลใจ สร้างแรงกระตุ้น หรือเปลี่ยนทรรศนะคติซะมากกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะถ้ามันทำหน้าที่พวกนี้ได้สำเร็จแล้วเนี่ย ส่วนเนื้อๆ ในเรื่องนั้นๆ ไป google เอาก็ได้

ในทางตรงกันข้าม ถ้าส่วนน้ำที่ทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจเหล่านั้นมันไม่ดีจริงแล้วล่ะก็ อ่านจบเล่มก็เหมือนจะไม่ค่อยได้อะไร

TRY มีคุณค่าในการปลุกใจ และเปลี่ยนทรรศนะคติได้ดีมากๆ ไม่แพ้หนังสือเล่มอื่นๆ ของ วงศ์ทนง จำได้ว่าช่วงที่อ่าน TRY เป็นช่วงที่รู้สึกเนือยๆ เฉื่อยๆ เบื่อๆ พอเปิดอ่านแล้ว ก็อยากอ่านอีก แป๊บเดียวจบ เพราะเล่มมันเล็ก แต่หาย เนือย-เฉื่อย-เบื่อ ได้พอสมควร รู้สึกถึงความน่าจะเปลี่ยนแปลง

ที่ชอบอีกอย่างเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ คือมันเป็นอะไรที่อ่านแล้วอ่านอีกได้ ไม่ใช่นิยายหักมุม ที่รู้เฉลยแล้วก็ไม่อยากอ่านแล้ว อย่างที่บอกว่ามันคือหนังสือปลุกใจ ธรรมชาติของสื่อปลุกใจจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว คือคนชอบเอามาเสพแล้วเสพอีก หนังสือเล่มนี้ก็คงเป็นเช่นนั้น ที่อ่านอีก ก็จะปลุกใจอีก

แนะนำเลยทีเดียวเชียว