มีบ้านหลังเดียวมาตั้งแต่เกิด เกิดมาแรกๆ ตอนยังเป็นเด็กๆ ก็กลับบ้านทุกวัน นอนบ้านทุกคืน โตๆ ขึ้นมาหน่อยก็เริ่มมีไม่กลับบ้าง ไปค้างบ้านเพื่อน หอเพื่อนบ้าง ไปเตร็ดเตร่บ้าง พอถึงช่วงเรียนเตรียมฯ ก็กลับบ้านน้อยครั้งลงทุกที กลับไปเปลี่ยนชุดนักเรียนตัวใหม่หลังจากที่ใส่ตัวเดิมติดต่อกันมาหลายวันแล้ว ใฝ่ฝันอยากอยู่หอ อยากใช้ชีวิตของตัวเอง อยากมีอิสระ ทำอะไรทุกอย่างเอง ออกแบบและรับผิดชอบชีวิตตัวเอง หวังมาสองปี ม.สี่ ม.ห้า สุดท้าย ม.หก ก็ได้ฤกษ์บอกข้ออ้างที่เก็บมานานกับพ่อแม่ ว่าเดินทางไกลเป็นอุปสรรคต่อการอ่านหนังสือเตรียมสอบเอ็นฯ แล้วก็ไม่พลาด ได้อยู่หอสมใจอยาก
ชั้น 13 ห้อง 1310 ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม พื้นไม้ปาเก้ ตู้ โต๊ะ เตียง เป็นไม้หมด ดูแล้วมีอายุ ระเบียงมองออกไปเห็นสีลม สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงอยู่ไกลลิบๆ ตอนดึกๆ ถ้าแง้มประตูไว้ลมจะโกรกเย็นสบาย แบบที่เป็นใครก็คงอยากจะผ่านช่วงเวลากลางคืนแบบนั้น จนกว่าความง่วงจะบังคับให้หลับตานอน ไม่รู้ว่ามันมีความโรแมนติกขนาดนั้นจริงๆ หรือเป็นเพราะความลำเอียงที่ผมหลงรักมัน ผมพูดได้เต็มปากว่าผมรักห้อง 1310 มาก ห้าปีที่อยู่ที่นั่น ม.หกที่เตรียมฯ และสี่ปีที่จุฬาฯ ผมได้ทำในสิ่งที่ผมตั้งตารอจริงๆ ผมมีอิสระมาก และผมก็ใช้ความอิสระนั้นไปกับความสนุกสนานและความรับผิดชอบอย่างพอๆ กัน ห้าปีที่ 1310 เป็นอะไรที่มีความหมายต่อผมมาก ผมเรียนรู้ แสวงหาตัวเอง เจอบ้างไม่เจอบ้าง แต่มันคือการเติบโต มันคือการก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างของตัวเรา เลยรู้สึกผูกพันกับห้อง 1310 มาก ช่วงนั้นเรียกมันว่าบ้าน และรู้สึกว่ามันเป็นบ้านของผมจริงๆ ส่วนบ้านจริงๆ ที่อยู่ตั้งแต่เกิด ผมละเลยและลืมมัน ไม่มีความรู้สึกอยากกลับไป
จนเรียนจบ ผมต้องย้ายออก แม้จะรู้ตัวมานาน มีเวลาทำใจมานาน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็รู้สึกเคว้งอย่างบอกไม่ถูก ตอนเก็บทรัพย์สมบัติที่สะสมมาห้าปีใส่กล่องเตรียมขนออกนี่ใช้เวลาอยู่หลายวัน เพราะมักจะไปเจออะไรต่อมิอะไรที่เราหลงลืมมันไปแล้ว เจอทีก็นั่งระลึกความหลังที ยิ้มบ้างเศร้าบ้าง โยนทิ้งบ้าง เก็บไว้ดูต่อบ้าง เก็บไว้แต่ไม่อยากเอามาดูอีกก็มี หนึ่งวันหลังจากที่ย้ายของออกหมดแล้ว ผมมาที่ห้อง 1310 อีกครั้ง ตั้งใจไว้แล้วว่าจะกลับมาดูมันเป็นครั้งสุดท้าย ห้องโล่งเหมือนกับตอนวันแรกที่ย้ายเข้า ทุกอย่างดูเหมือนเดิม แต่ตัวเองตอนวันที่ย้ายเข้า กับตัวเองในวันนั้นที่ย้ายออก ดูจะเป็นคนละคนกัน ชวนให้นึกสงสัยว่า ถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้ห้าปีจนมันโต แล้วขุดย้ายมันไปอยู่ที่อื่น ต้นไม้มันจะรู้สึกเหมือนกับที่ผมรู้สึกวันนั้นไหม
กลับไปอยู่บ้าน แต่ใจไม่รู้สึกว่ามันเป็นบ้าน เอาไว้เก็บของเฉยๆ ไปทำงานต่างจังหวัด ช่วงหยุดทีนึงบางทีก็ไม่กลับบ้าน ไปตะลอนเที่ยวไปนู่นนี่ กลับบ้านทีก็เพราะมาเก็บของกับมาเอาของ คนในครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อยู่ใหม่ได้หลายปีแล้ว แต่ให้ผมเลือกระหว่างที่อยู่ใหม่กับบ้านหลังเก่า ผมเลือกบ้านหลังเก่า เพราะอย่างน้อยผมรู้สึกผูกพันกับมันมากกว่า จริงอยู่ผมอยากอยู่ 1310 มากกว่า แต่อยู่บ้านก็ไม่ได้แย่อะไรนัก แต่ถ้าให้ไปอยู่ที่อยู่ใหม่ มันออกจะฝืนใจเกินไปสักหน่อย
พอลาออกจากงาน เลยทำให้ได้อยู่บ้านมากขึ้นแม้จะยังหาโอกาสไปนู่นไปนี่อยู่ไม่ขาด คงเป็นช่วงนั้นที่ผมเริ่มรู้สึกผูกพันกับบ้านหลังเดิม หลังแรก และหลังเดียว เนื่องจากคนอื่นย้ายไปอยู่ที่ใหม่กันหมดแล้ว มีแต่ผมที่ยังคงจะปักหลักอยู่ที่เดิม ผมเลยอยู่คนเดียว แต่ก็ดีแล้ว ชินและชอบแล้ว
หกเดือนที่เว้นว่างจากการทำงาน ผมเคว้ง และจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะถูก ไม่รู้ว่าจะเอายังไงดี หาตัวเองไม่เจอเลยตะลอนออกไปดูชีวิตคนอื่น ด้วยหวังว่าจะค้นพบอะไรบ้าง มันเลยเป็นช่วงเวลาที่ได้ขบคิด ได้คุยกับตัวเองเยอะ ผมรู้สึกว่าผมโตขึ้นอีก ตัวตนที่เคยรู้สึกว่าถูกก่อร่างสร้างขึ้นจาก 1310 ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอีก สารภาพว่าตอนออกจาก 1310 ใหม่ๆ มีความเชื่อว่าผมได้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเติบโตและเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ในชีวิตไปแล้ว คือคิดว่าคงจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากนั้นมากเท่าไหร่ และโดยที่ไม่รู้ตัว ผมรู้สึกผูกพันกับบ้านอีกครั้ง
จนมาทำงานที่สิงคโปร์ อยู่ๆ ไปซักพักมันเริ่มมีความรู้สึกคิดถึงบ้าน เป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่แรกๆ ไม่ค่อยอยากจะยอมรับ รู้สึกอายตัวเอง เพราะไม่เคยรู้สึกคิดถึงบ้าน ไม่เคยรู้สึกอยากอยู่บ้าน เคยแต่อยู่บ้านเพราะไม่มีที่ไป อย่างไรก็ตามการมาทำงานที่สิงคโปร์นี่ทำให้ผมเรียนรู้อะไรขึ้นอีกเยอะ อาจเป็นเพราะอยู่ๆ ก็มีใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนคนเดียวส่วนนึง และก็อาจเป็นเพราะลักษณะงานที่มาทำ ที่ทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันว่า ทนทำทำไม ออกจากงานเก่าทำไม ฯลฯ เอาเถอะ ผมมีฝันของผม และผมเชื่อของผมอย่างนี้ แม้จะยังมองไม่เห็น เหมือนหมาที่เชื่อและเดินตามกลิ่น แม้จะยังไม่เห็นเป้าหมาย ผมรู้สึกได้จริงๆ ว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว เปลี่ยนบ่อยจนไม่กล้าจะคาดเดาแล้วว่าต่อไปจะเปลี่ยนยังไงอีก
อ่ะนอกเรื่อง จะคุยเรื่องบ้าน
พ่อกับแม่บอกมานานแล้วว่าจะขายบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ รู้สึกเสมอว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว กลับบ้านไปครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกันยาฯ ก็ยังไม่มีวี่แวว ต้นปีหน้ากลับไปใหม่ก็คงยังอยู่อย่างเดิม อยากอยู่ อยากนอนเล่นมองเพดาน ให้ความคิดในปัจจุบันมันซึมไปกับความหลังครั้งเยาว์วัยเสียหน่อย
ปรากฎว่าเค้าขายบ้านไปแล้ววันนี้
มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ระหว่างการมีบ้านแต่ไม่เคยกลับบ้าน กับการไม่มีบ้านให้กลับ เวลาต้องกรอกที่อยู่ ยังอยากกรอกที่อยู่เดิมอยู่เลย จากนี้ไปคงต้องจำที่อยู่ใหม่ คิดเล่นๆ ว่า ไม่กรอกได้ไหม หรือกรอกว่า "ไม่มี" "ยังไม่มี" "ไม่บอก" ไรงี้ได้รึเปล่า
ตอนนี้รู้สึกเคว้งมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีที่ไหนที่เรารู้สึกว่าเป็นบ้านอีกที