ฝนห่าใหญ่ในทะเล

posted on 30 Oct 2009 20:56 by rm1310  in Misc

มองออกไปผ่านประตูเหล็กบานนั้น ปรากฎเป็นภาพสีเทาของสายห่าฝนที่โปรยกระหน่ำ เขาอยู่ในเรือลำใหญ่ และเรือลำใหญ่กำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทร มหาสมุทรที่ใหญ่พอจะทำให้ภาพที่ปรากฎอยู่รอบด้านเหลือเพียงแต่เส้นขอบฟ้า เส้นที่ผืนฟ้าจรดกับผืนทะเล

เขาจากผืนแผ่นดินมานานกว่าหนึ่งปี ยังไม่มีความคิดที่จะหวนกลับไป ครั้นเรือใหญ่เทียบท่าครั้งใด เมื่อเขามองออกไปยังแผ่นดินเบื้องหน้า ภาพความหลังจะหวนกลับมาทุกครั้ง เขาเกลียดช่วงเวลาที่เรือไม่ได้แล่นอยู่ในทะเล แม้จะเบื่อหน่ายภาพเส้นขอบฟ้าที่ไม่เคยคดเคยงอ แต่นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในสำหรับเขา

หากเราลบความทรงจำอันแสนเศร้าไม่ได้ จงหลีกหนีถอยห่างออกมาให้ไกลที่สุด

ฝนห่าใหญ่ยังไม่มีทีท่าจะอ่อนแรงลง เช่นเดียวกับตัวเขาที่ยังไม่มีทีท่าจะละสายตาออกจากภาพสีเทาเบื้องหน้า ห่าฝนทำให้ภาพเส้นขอบฟ้าที่น่าเบื่อจืดจางลงไป ห่าฝนช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าระหว่างตัวเขากับเส้นตรงที่ปลายฟ้า ห่าฝนทำให้จิตใจของเขาชื่นฉ่ำขึ้นมาได้บ้าง

หากทะเลทำให้เรานึกถึงอดีต ห่าฝนในทะเลจะทำให้สมองเราว่างเปล่าไปชั่วขณะ

บางเวลาเขาจะออกไปยืนท่ามกลางสายฝน มองเม็ดฝนพุ่งเข้าชนผืนน้ำทะเล น้ำจืดถูกละลายหายไปในน้ำเค็ม เพียงเสี้ยววินาทีมันได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่ง ความกว้างใหญ่ของมหาสมุทรได้ดูดกลืนเม็ดฝนแต่ละเม็ดอย่างไม่รั้งรอ ราวกับว่าเม็ดฝนเหล่านั้นไม่เคยมีตัวตน

หากจะร้องไห้แต่ไม่อยากจดจำ จงออกไปยืนท่ามกลางสายฝน เพราะน้ำตาจะถูกดูดกลืน ราวกับว่ามันไม่เคยมีตัวตน

อินทิราพยาบาล

posted on 21 Oct 2009 21:17 by rm1310  in Misc

ก็คงเป็นเหมือนกับมหานครที่อื่นๆ ภาพรถติด ภาพคนทำงานคิ้วขมวด ภาพคู่รักขมวดคิ้ว ฯลฯ หรือความเร่งรีบมันได้บ่มเพาะและสร้างสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวมันให้ออกมาคล้ายๆ กัน ไม่ว่าความเร่งรีบนั้นจะอยู่ที่มุมไหนของโลก

ที่มุมนึงของโลก - กรุงเทพมหานคร, ที่มุมนึงของกรุงเทพฯ - อพาร์ทเม้นท์หรูสูงเสียดฟ้า, และที่มุมนึงของมัน - อินทิรากำลังนั่งอยู่ที่มุมห้อง ร่างเปลือยเปล่า ที่พื้นมีชุดพยาบาลขาดวิ่น เกลื่อนกลาด กระจัดกระจาย

เมื่อสิบห้านาทีที่แล้ว ชายร่างอ้วนผู้มีอายุรุ่นราวพ่อได้เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้อินทิรานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ที่มุมห้อง ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครได้ยิน

สองชั่วโมงที่แล้ว ชายร่างอ้วนใช้กุญแจไขเข้าห้องมาโดยไม่ได้เคาะประตู เค้าอ้างว่าเค้าไม่จำเป็นต้องเคาะประตู เพราะนี่คือห้องของเขา และเธอ-อินทิรา-ก็เป็นของเขา เขาซื้อห้องนี้มา เฉกเช่นเดียวกับที่ซื้ออินทิรา ต่างกันก็ตรงที่ ห้องถูกซื้อมาด้วยราคาแสนแพง ส่วนอินทิรามีค่าตัวที่แสนถูก

แต่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครได้ยิน มันเป็นปกติของมหานคร ไม่ว่ามหานครนั้นจะอยู่มุมไหนของโลก

สามชั่วโมงที่แล้ว ชายร่างอ้วนโทรศัพท์มาหาอินทิรา บอกว่าไม่สบาย ให้อินทิราแต่งชุดพยาบาลรอไว้ ชายร่างอ้วนหัวเราะคิ๊กคัก และตัดสายไป

"โอ่ ลั้นลา ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงดังมาจากประตูห้อง ขณะอินทิรากำลังอาบน้ำอยู่ ชายร่างอ้วนผิดหวังเล็กน้อยเมื่อค้นพบว่าอินทิราไม่ได้อยู่ในชุดพยาบาลรออยู่ แต่ภาพเรือนร่างสาววัยสะพรั่งของเทอผ่านกระจกมัวของห้องน้ำที่ไม่มีประตูก็ช่วยทำให้ชายร่างอ้วนเบิกบานขึ้นมาได้บ้าง

เขาบรรจงแต่งตัวให้อินทิราในชุดพยาบาลอย่างเชื่องช้า นั่งมองเธอแต่งหน้าทาปาก มองเทอดึงถุงน่องขึ้นจากปลายเท้าถึงโคนขา

ก่อนที่จะฉีกมันขาดวิ่น เกลื่อนกลาด กระจัดกระจาย

ห้านาทีที่แล้ว อินทิราลุกจากมุมห้อง เสียงสะอื้นได้หยุดลงแล้ว มีเพียงคราบน้ำตาที่ยังไม่ทันแห้งเกาะอยู่บนหน้า นัยน์ตาของเธอดูนิ่ง และแตกต่างจากทุกๆ วัน เธอเดินตัวเปล่าเปลือยมาที่ระเบียง ระเบียงที่อยู่สูงเสียดฟ้า มองเห็นภาพโทนเดิมๆ ของมหานครเบื้องล่าง

อินทิราขึ้นไปยืนบนขอบระเบียง ลมแรงกลับทำให้ใจสงบ และค่อยๆ หลับตาลง

The Curious Case Of Benjamin Button

posted on 16 Oct 2009 23:57 by rm1310  in Films

I watched The Curious Case Of Benjamin Button for the second time last week even though I had watched it the first time not so long ago. What I like about this movie isn't the love story part. Instead, I like the adventure part. I like it so much that I wanted to watch it again.

Born under unusual circumstances, yet he remains optimistic to and curious about the world. People see him different. He sees things differently as he ages awkwardly backwards. Blah blah blah synopsis.

Optimism, curiosity, and freedom. I am fond of and always admire the adventurous life like that. It seems to me that every bit of his life is full of exciting events all the time. And the way he reacts to those circumstances is so open-minded and energetic. He's optimistic with everything, always curious about this and that, and above all he always has ultimate freedom to do whatever he wants. He opens the door so wide, and strange things just keep coming in.

I enjoyed watching it a lot. It made me smile. Blah blah blah.

Highly recommended.

PS. Favorite quotes :

"You never know what's coming for you."

"You can be as mad as a mad dog at the way things went. You could swear, curse the fates, but when it comes to the end, you have to let go."

"It's a funny thing about coming home. It looks the same, smells the same, feels the same. You'll realize what's changed is you."

"I want to remember us just as we are now."

TRY

posted on 16 Oct 2009 22:31 by rm1310  in Books

ไม่ได้รู้จักชื่อ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ จาก a day คือรู้จัก a day แต่ยังไม่รู้จักชื่อ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ มารู้จักชื่อนี้ได้เพราะไปอ่านหนังสือ Bearwish แล้วถูกอกถูกใจจนจำชื่อคนเขียนไว้แม่น ได้อ่าน Bearwish เพราะมีคนให้มาในวันรับปริญญา หลังจากนั้นก็หาเล่มอื่นที่มีชื่อคนเขียนเดียวกันมาอ่าน และ TRY คือเล่มล่าสุด

ชวนให้นึกถึงหนังสือ how-to ที่วางเบียดเสียดเต็มชั้นในร้านหนังสือ เคยอ่านอยู่บ้างเหมือนกัน จำได้ว่าเนื้อความในนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะรู้ๆ กันอยู่แล้ว มีเรื่องให้เรียนรู้ใหม่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากเมื่อเทียบกับความหนาของหนังสือ พูดง่ายๆ ว่ามันมีส่วนของเนื้อกับน้ำ เนื้อน้อย น้ำเยอะ แต่จริงๆ ก็คิดว่าส่วนน้ำนี่แหละที่ต้องทุ่มเทความสำคัญและใส่คุณค่าลงไป เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว หนังสือพวก how-to ส่วนใหญ่ หน้าที่ของมันไม่ค่อยจะได้สอนว่าทำอะไร ยังไง สักเท่าไหร่ อ่านๆ ดูแล้วรู้สึกว่ามันพยายามจะดลใจ สร้างแรงกระตุ้น หรือเปลี่ยนทรรศนะคติซะมากกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะถ้ามันทำหน้าที่พวกนี้ได้สำเร็จแล้วเนี่ย ส่วนเนื้อๆ ในเรื่องนั้นๆ ไป google เอาก็ได้

ในทางตรงกันข้าม ถ้าส่วนน้ำที่ทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจเหล่านั้นมันไม่ดีจริงแล้วล่ะก็ อ่านจบเล่มก็เหมือนจะไม่ค่อยได้อะไร

TRY มีคุณค่าในการปลุกใจ และเปลี่ยนทรรศนะคติได้ดีมากๆ ไม่แพ้หนังสือเล่มอื่นๆ ของ วงศ์ทนง จำได้ว่าช่วงที่อ่าน TRY เป็นช่วงที่รู้สึกเนือยๆ เฉื่อยๆ เบื่อๆ พอเปิดอ่านแล้ว ก็อยากอ่านอีก แป๊บเดียวจบ เพราะเล่มมันเล็ก แต่หาย เนือย-เฉื่อย-เบื่อ ได้พอสมควร รู้สึกถึงความน่าจะเปลี่ยนแปลง

ที่ชอบอีกอย่างเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ คือมันเป็นอะไรที่อ่านแล้วอ่านอีกได้ ไม่ใช่นิยายหักมุม ที่รู้เฉลยแล้วก็ไม่อยากอ่านแล้ว อย่างที่บอกว่ามันคือหนังสือปลุกใจ ธรรมชาติของสื่อปลุกใจจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว คือคนชอบเอามาเสพแล้วเสพอีก หนังสือเล่มนี้ก็คงเป็นเช่นนั้น ที่อ่านอีก ก็จะปลุกใจอีก

แนะนำเลยทีเดียวเชียว

ลานกางเต้นท์ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม, 5 นาทีก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

“ไม่มีเศษเหรอ 30 บาทน่ะ”
“มีแค่ 20 อ่ะพี่”
“อือ 20 ก็ได้”
“อ่าว แล้วเดี๋ยวเค้าไม่ว่าพี่เหรอ”
“เออ ไม่เป็นไรหรอก ก็บอกเค้าไป เค้าไม่ว่าหรอก”
“ครับๆ ขอบคุณครับพี่ พี่ชื่ออะไรเหรอครับ”
“สอง พี่ชื่อสอง”

พี่สองเป็นคนดูแลลานกางเต้นท์ในคืนนี้ กับพี่อีกคนซึ่งเดี๋ยวจะมาตอนค่ำๆ คืนนี้มีผมมากางเต้นท์นอนคนเดียว สองคืนก่อนมีมาเป็นกลุ่ม 4-5 คน เช่าเต้นท์ของที่อุทยาน ยังกางไว้อยู่ พี่สองยังไม่ได้ไปเก็บ บอกว่าเผื่อว่าใครจะมานอน แกเสนอให้ผมไปนอนในเต้นท์หลังใหญ่นั่น ผมปฏิเสธด้วยความเกรงใจ บอกแกว่านอนเต้นท์ผมดีกว่า แกจึงมาช่วยผมกางเต้นท์

ตอนค่ำ เรานั่งคุยกันสามคน ผมถามเรื่องเค้า เค้าถามเรื่องผม เค้าถามผมว่าผมเข้าใจภาษาอีสานไม๊ ผมบอกว่าเข้าใจบ้างบางคำ พี่สองคนเลยพูดคำอีสานขึ้นมา แล้วถามผมว่ารู้เรื่องไม๊ ผมส่ายหน้า “ไม่รู้เรื่องเลยครับพี่” แล้วก็นั่งหัวเราะกัน

ไม่นานผมก็ลาไปนอนเพราะเพลียเต็มที และพรุ่งนี้มีภารกิจสำคัญ คือการตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเป็นคนแรกของประเทศไทย

เวลาตีห้าครึ่ง อากาศชื้นเย็น สูดหายใจเข้าเต็มปอด และค้นพบว่านี่คือสวรรค์บนดิน ให้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ท้องฟ้ายังคงดำสนิท จะมีก็แต่แสงดาว ส่องลงมาเหมือนท้องฟ้ามีรูรั่ว วิทยาศาสตร์ม.ต้นสอนว่า ดาวดวงที่กระพริบคือดาวฤกษ์ กำเนิดแสงได้ในตัวเอง แต่อยู่ห่างไกลจากโลกมาก ส่วนดาวที่ไม่กระพริบคือดาวเคราะห์ ไม่มีแสงในตัวเอง แต่อยู่ไม่ไกลจากโลกของเรา

หากคนรักเป็นดังดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์ เรากำลังแสวงหาคนรักแบบไหน เจิดจ้าจรัสแสงพราวพราย แต่อยู่ไกลลี้ลับต้องหรี่ตามอง หรือคนเดินดินที่อาจมีเพียงรอยยิ้มมุมปากเป็นความงามติดตัว หากแต่ไม่ทำให้เราต้องยืนเขย่งเอื้อมแขนไขว่คว้าจนจักกะแร้แห้ง

กล้องจับอยู่ที่ด้านหลังของคทาชายนายหนึ่ง ยืนท้าลมหนาวในยามเช้าอยู่ริมหน้าผา สิ่งที่เค้าตามหามาแสนนานคือโอกาสที่จะได้มายืนอยู่ตรงจุดนี้ คอยดูแสงดวงอาทิตย์แรกแย้มบนแผ่นดินสยาม มันคงเป็นความภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ให้กลับไปคุยโม้กับเพื่อนฝูง

และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง ดวงอาทิตย์ค่อยๆ สาดแสงอย่างเชื่องช้าออกมาที่ตรงขอบฟ้า กล้องยังคงจับภาพอยู่ที่ด้านหลัง ปรากฎเป็นเงาดำของชายหนุ่มยืนท้าแสงอาทิตย์ยามเช้า สิบนาทีผ่านไป ดวงอาทิตย์ชักธงขึ้นสู่ยอดเสาแล้ว คทาชายสมใจอยาก หันหลังเดินกลับที่พัก ปรากฎเป็นใบหน้าของ..

ของใครก็ไม่รู้ ผมยังนอนกรนไม่รู้เรื่องอยู่ในเต้นท์ จำความได้ว่าพี่สองเดินมาปลุกตอนตีห้าครึ่ง เพราะกลัวผมตื่นไม่ทันไปดูพระอาทิตย์ขึ้น และผมก็งัวเงียพูดอะไรออกไปก็ไม่รู้ แล้วก็นอนต่ออยู่อย่างนั้น

แต่ก็ไม่เป็นไร ช่างมัน